วิธีเลือกค่า IP ของโคมไฟ คืออะไร? IP44, IP54, IP65, IP66, IP67, IP68 ต่างกันอย่างไร
หากกำลังเลือกซื้อ โคมไฟภายนอก หรือ โคมไฟกันน้ำ คุณอาจเคยเห็นคำว่า IP44, IP54, IP65, IP66 หรือ IP68 อยู่บนสเปกสินค้า แล้วสงสัยว่า ค่า IP คืออะไร และควรเลือกแบบไหนให้เหมาะกับการใช้งาน
หลายคนเข้าใจผิดว่า ยิ่งเลข IP สูงยิ่งดีที่สุด แต่ในความเป็นจริง การเลือกค่า IP ควรเลือกให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม เพื่อให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย คุ้มค่า และมีอายุการใช้งานยาวนาน บทความนี้จะอธิบายทุกเรื่องเกี่ยวกับค่า IP พร้อมตารางเปรียบเทียบและคำแนะนำในการเลือกใช้งาน
ค่า IP คืออะไร?
IP (Ingress Protection Rating) คือ มาตรฐานสากล (IEC 60529) ที่ใช้บอกระดับการป้องกันของอุปกรณ์ไฟฟ้า ว่าสามารถป้องกัน ฝุ่นละออง, ของแข็ง, น้ำ
, ความชื้น ได้มากน้อยเพียงใด

ยิ่งค่า IP สูง ยิ่งสามารถป้องกันสิ่งแปลกปลอมและน้ำได้ดีขึ้น
ตัวอย่าง
- IP44
- IP54
- IP65
- IP66
- IP67
- IP68
ตัวเลขตัวแรกของค่า IP หมายถึงอะไร?
ตัวเลขหลักแรก คือ การป้องกันของแข็งและฝุ่น (Solid Protection)
| ค่า | ความสามารถ |
|---|
| 0 | ไม่มีการป้องกัน |
| 1 | ป้องกันวัตถุใหญ่กว่า 50 มม. |
| 2 | ป้องกันนิ้วมือ |
| 3 | ป้องกันเครื่องมือ |
| 4 | ป้องกันลวดและวัตถุขนาดเล็ก |
| 5 | ป้องกันฝุ่นได้ในระดับหนึ่ง |
| 6 | ป้องกันฝุ่นได้สมบูรณ์ (Dust Tight) |
สำหรับงานโคมไฟภายนอก ส่วนใหญ่จะพบเลข 5 และ 6 มากที่สุด
ตัวเลขตัวที่สองของค่า IP หมายถึงอะไร?
ตัวเลขหลักที่สอง คือ การป้องกันน้ำ (Water Protection)
| ค่า | ความสามารถ |
| 4 | น้ำกระเด็นจากทุกทิศทาง |
| 5 | น้ำฉีดแรงดันต่ำ |
| 6 | น้ำฉีดแรง |
| 7 | แช่น้ำชั่วคราว |
| 8 | แช่น้ำต่อเนื่องตามเงื่อนไขผู้ผลิต |
IP44 ใช้ตรงไหน?
IP44 เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีเพียงละอองน้ำหรือฝนสาดเล็กน้อย เช่น
- ระเบียงมีหลังคา
- โถงทางเข้า
- โรงจอดรถที่มีหลังคา
- ห้องน้ำ (บางตำแหน่ง)
ข้อดี
ราคาประหยัด
เหมาะกับพื้นที่กึ่งภายนอก
ป้องกันละอองน้ำได้ดี
IP54 ใช้ตรงไหน?
IP54 ป้องกันฝุ่นได้ดีกว่า IP44 และสามารถรับละอองน้ำได้มากขึ้น
เหมาะสำหรับ
- ทางเดิน
- ระเบียง
- ศาลาพักผ่อน
- พื้นที่ภายนอกที่มีหลังคา
หากต้องการใช้งานกลางแจ้งแต่ไม่ได้โดนฝนโดยตรง IP54 ถือว่าเพียงพอ
IP65 คืออะไร?
IP65 คืออะไร เป็นคำถามที่ถูกค้นหาบ่อยที่สุด
IP65 หมายถึง
ป้องกันฝุ่นได้ 100%
ป้องกันน้ำฉีดจากทุกทิศทาง
เหมาะสำหรับ
- ผนังภายนอกอาคาร
- หน้าบ้าน
- รั้ว
- โรงงาน
- อาคารสำนักงาน
- พื้นที่ที่โดนฝนเป็นประจำ

หากกำลังมองหา โคมไฟกันน้ำ สำหรับติดตั้งภายนอก IP65 ถือเป็นมาตรฐานที่นิยมมากที่สุด
แนะนำสินค้า
IP66 คืออะไร?
IP66 คืออะไร
IP66 มีคุณสมบัติ
กันฝุ่นสมบูรณ์
ทนต่อน้ำฉีดแรงกว่าระดับ IP65
เหมาะกับ
- อาคารริมทะเล
- โรงงาน
- ลานจอดรถ
- พื้นที่ล้างทำความสะอาดด้วยสายฉีดน้ำ
- พื้นที่โดนฝนหนัก
เหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องเจอสภาพอากาศค่อนข้างรุนแรง
IP67 คืออะไร?
IP67 คืออะไร
สามารถ
กันฝุ่น 100%
แช่น้ำได้ชั่วคราว (ไม่ใช่ใช้งานใต้น้ำตลอดเวลา)
เหมาะสำหรับ
- โคมไฟฝังพื้นบางรุ่น
- งาน Landscape
- พื้นที่ที่อาจเกิดน้ำท่วมขังชั่วคราว

แนะนำสินค้า
IP68 คืออะไร?
IP68 คืออะไร
เป็นระดับการป้องกันน้ำสูงที่สุดที่พบได้บ่อยในโคมไฟ
สามารถ
กันฝุ่นสมบูรณ์
ใช้งานใต้น้ำได้ต่อเนื่อง (ขึ้นอยู่กับสเปกผู้ผลิต)
เหมาะสำหรับ
- น้ำพุ
- สระน้ำ
- บ่อน้ำ
- บ่อปลา
- งานตกแต่งภูมิทัศน์

หากต้องการโคมไฟที่ใช้งานใต้น้ำ ควรเลือก IP68 เท่านั้น
แนะนำสินค้า
Underwater
ตารางเปรียบเทียบค่า IP ของโคมไฟ
| ค่า IP | กันฝุ่น | กันน้ำ | เหมาะกับ |
| IP44 | ระดับพื้นฐาน | น้ำกระเด็น | ระเบียง โถง |
| IP54 | ดี | น้ำกระเด็น | พื้นที่กึ่งภายนอก |
| IP65 | กันฝุ่น 100% | ฝนและน้ำฉีด | ผนังภายนอก อาคาร |
| IP66 | กันฝุ่น 100% | น้ำฉีดแรง | โรงงาน ลานจอด |
| IP67 | กันฝุ่น 100% | แช่น้ำชั่วคราว | โคมไฟฝังพื้น |
| IP68 | กันฝุ่น 100% | ใช้งานใต้น้ำ | สระน้ำ น้ำพุ |
มาตรฐาน IP กับ IK ต่างกันอย่างไร?
หลายคนมักเข้าใจว่า ค่า IP และ ค่า IK เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพราะมักปรากฏอยู่ในสเปกของโคมไฟภายนอก แต่ความจริงแล้ว ทั้งสองมาตรฐานใช้วัด “คนละด้าน” ของการป้องกันอุปกรณ์

- IP (Ingress Protection) คือ มาตรฐานที่ใช้วัดความสามารถในการป้องกัน ฝุ่นและน้ำ
- IK (Impact Protection) คือ มาตรฐานที่ใช้วัดความสามารถในการ ทนต่อแรงกระแทก
กล่าวง่าย ๆ คือ
- ถ้าต้องการรู้ว่า โคมไฟกันน้ำได้แค่ไหน ให้ดู ค่า IP
- ถ้าต้องการรู้ว่า โคมไฟแข็งแรง ทนการกระแทกได้แค่ไหน ให้ดู ค่า IK
ตารางเปรียบเทียบ IP และ IK
| มาตรฐาน | ใช้วัดอะไร | ตัวอย่าง |
|---|
| IP | ป้องกันฝุ่นและน้ำ | IP44, IP54, IP65, IP66, IP67, IP68 |
| IK | ป้องกันแรงกระแทก | IK06, IK08, IK10 |
ตัวอย่างเช่น
โคมไฟที่มีสเปกว่า IP65 IK08
หมายความว่า
- กันฝุ่นได้ 100%
- กันน้ำฉีดจากทุกทิศทาง
- ทนแรงกระแทกระดับ IK08 (ประมาณ 5 จูล)
ส่วนโคมไฟที่มีสเปกว่า IP68 IK10
หมายถึง
- ใช้งานใต้น้ำได้
- ทนแรงกระแทกได้สูง เหมาะกับพื้นที่สาธารณะ โรงงาน ลานจอดรถ หรือพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดการกระแทกบ่อย
เมื่อไรควรให้ความสำคัญกับค่า IK?
นอกจากการเลือก ค่า IP แล้ว หากติดตั้งโคมไฟในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการกระแทก ควรพิจารณาค่า IK เพิ่มเติม เช่น
- สวนสาธารณะ
- ทางเดินในโครงการ
- โรงงานอุตสาหกรรม
- ลานจอดรถ
- โรงเรียน
- อาคารพาณิชย์
- สนามกีฬา
พื้นที่เหล่านี้อาจเกิดแรงกระแทกจากรถเข็น จักรยาน ลูกบอล เครื่องมือ หรือการใช้งานหนัก หากเลือกโคมไฟที่มีค่า IK สูง จะช่วยลดโอกาสที่โคมไฟแตกเสียหาย และช่วยยืดอายุการใช้งานได้มากขึ้น
สรุปง่าย ๆ
- IP = กันฝุ่น + กันน้ำ
- IK = กันกระแทก
หากเลือกโคมไฟสำหรับงานภายนอก ควรพิจารณาทั้งสองมาตรฐานควบคู่กัน เพื่อให้ได้โคมไฟที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมและใช้งานได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเลือกค่า IP ของโคมไฟ
แม้ว่าจะเข้าใจว่า ค่า IP คืออะไร แล้ว แต่หลายคนยังเลือกค่า IP ไม่เหมาะกับการใช้งาน ทำให้โคมไฟมีอายุการใช้งานสั้น เกิดความเสียหายก่อนเวลาอันควร หรือเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น
ต่อไปนี้คือข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อย
1. คิดว่ายิ่งค่า IP สูง ยิ่งดีที่สุด
หลายคนเลือก IP68 สำหรับทุกพื้นที่ เพราะคิดว่ากันน้ำได้ดีที่สุด
แต่ความจริงแล้ว หากติดตั้งใต้ชายคาหรือในพื้นที่ที่ไม่โดนน้ำโดยตรง การเลือก IP68 อาจทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูงเกินความจำเป็น โดยไม่ได้เพิ่มประโยชน์ในการใช้งาน
คำแนะนำ
- พื้นที่มีหลังคา → IP44 หรือ IP54
- ผนังภายนอกทั่วไป → IP65
- พื้นที่โดนฝนหนัก → IP66
- พื้นที่มีน้ำขัง → IP67
- ใช้งานใต้น้ำ → IP68
2. ใช้โคมไฟภายในมาติดตั้งภายนอก
โคมไฟสำหรับใช้งานภายในอาคารส่วนใหญ่มีค่า IP ต่ำ เช่น IP20 หรือ IP40 ซึ่งไม่ได้ออกแบบให้รับความชื้นหรือฝน
เมื่อนำมาติดตั้งภายนอก อาจเกิดปัญหา เช่น
- น้ำซึมเข้าโคม
- สนิม
- ไฟฟ้าลัดวงจร
- อายุการใช้งานสั้นลง
หากต้องติดตั้งภายนอก ควรเลือก โคมไฟภายนอก ที่มีค่า IP เหมาะสมเสมอ
3. ไม่คำนึงถึงตำแหน่งติดตั้งจริง
แม้จะอยู่ในบริเวณเดียวกัน แต่ตำแหน่งติดตั้งที่แตกต่างกัน ก็ต้องใช้ค่า IP ต่างกัน
ตัวอย่าง
- ผนังใต้ชายคา → IP44 หรือ IP54
- ผนังที่โดนฝนโดยตรง → IP65
- โคมไฟสนามกลางสวน → IP65 หรือ IP66
- โคมไฟฝังพื้น → IP67
- โคมไฟใต้น้ำ → IP68
การเลือกตาม “ตำแหน่งใช้งานจริง” จะเหมาะสมกว่าการเลือกจากตัวเลขที่สูงที่สุด
4. มองเฉพาะค่า IP แต่ไม่ดูวัสดุของโคมไฟ
แม้โคมไฟจะมีค่า IP65 หรือ IP66 แต่หากผลิตจากวัสดุที่ไม่เหมาะกับการใช้งานภายนอก ก็อาจเกิดปัญหา เช่น
- สีซีดจากแสงแดด
- สนิม
- กรอบแตกจากรังสี UV
- ตัวโคมเสื่อมสภาพเร็ว
ควรเลือกโคมไฟที่ผลิตจากวัสดุคุณภาพ เช่น
- Aluminium Die Cast
- Stainless Steel
- Polycarbonate คุณภาพสูง
ร่วมกับค่า IP ที่เหมาะสม
5. ลืมตรวจสอบอุปกรณ์ติดตั้ง
บางครั้งตัวโคมไฟมีค่า IP65 แต่การติดตั้งไม่ถูกต้อง เช่น
- ปิดฝาครอบไม่สนิท
- ใช้สายไฟที่ไม่ได้มาตรฐาน
- ไม่ใช้ซีลกันน้ำ
- เจาะรูเพิ่มเติมโดยไม่ซีล
ปัญหาเหล่านี้ทำให้ค่า IP ลดลงทันที แม้ตัวโคมจะผ่านมาตรฐานจากโรงงานก็ตาม
ควรติดตั้งโดยช่างผู้เชี่ยวชาญ และใช้อุปกรณ์ที่รองรับงานภายนอก เพื่อให้ประสิทธิภาพการกันน้ำและกันฝุ่นเป็นไปตามมาตรฐาน
6. เลือกโคมไฟใต้น้ำที่ไม่ใช่ IP68
ข้อผิดพลาดที่อันตรายที่สุด คือการนำโคมไฟ IP65 หรือ IP67 ไปใช้งานใต้น้ำ
แม้ IP67 จะสามารถแช่น้ำได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้ออกแบบให้ทำงานใต้น้ำตลอดเวลา
หากต้องการติดตั้งใน
- สระว่ายน้ำ
- น้ำพุ
- บ่อน้ำ
- บ่อปลา
- งานตกแต่งภูมิทัศน์ใต้น้ำ
ควรเลือก โคมไฟ IP68 เท่านั้น เพื่อความปลอดภัยและยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์
สรุปข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง
ก่อนเลือกซื้อโคมไฟภายนอก ลองตรวจสอบรายการต่อไปนี้
✅ เลือกค่า IP ให้เหมาะกับพื้นที่ใช้งาน ไม่จำเป็นต้องเลือกค่าสูงที่สุดเสมอไป
✅ เลือกวัสดุที่ทนต่อสภาพอากาศภายนอก
✅ หากติดตั้งในพื้นที่เสี่ยงต่อการกระแทก ควรพิจารณาค่า IK ควบคู่กับค่า IP
✅ ติดตั้งอย่างถูกวิธี พร้อมอุปกรณ์กันน้ำที่ได้มาตรฐาน
✅ งานใต้น้ำ ควรเลือก IP68 เท่านั้น
การเลือกโคมไฟอย่างเหมาะสมตั้งแต่แรก ไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง แต่ยังช่วยให้ระบบแสงสว่างทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยในระยะยาว
เลือกค่า IP ให้เหมาะกับประเภทโคมไฟ

1. โคมไฟติดผนังภายนอก (Outdoor Wall Lamp)
แนะนำ IP65 ขึ้นไป
เพราะต้องเจอฝน ลม และฝุ่นตลอดทั้งปี
2. โคมไฟสนาม (Bollard)
แนะนำ IP65 หรือ IP66
เนื่องจากติดตั้งในสวน ทางเดิน และพื้นที่เปิดโล่ง
3. โคมไฟปักสนาม (Spike Light)
แนะนำ IP65
สามารถทนฝนและการรดน้ำต้นไม้ได้อย่างมั่นใจ
4. โคมไฟฝังพื้น (Inground Lamp)
ควรเลือก IP67 หรือ IP68
เนื่องจากมีโอกาสเกิดน้ำขังบริเวณพื้น
5. โคมไฟใต้น้ำ (Underwater)
ควรเลือก IP68 เท่านั้น
เพื่อความปลอดภัยและอายุการใช้งานที่ยาวนาน
วิธีเลือกโคมไฟกันน้ำให้เหมาะกับงาน
เลือกตามลักษณะพื้นที่ ดังนี้
- ระเบียงหรือพื้นที่มีหลังคา → IP44–IP54
- ผนังภายนอกบ้าน → IP65
- สวนและทางเดิน → IP65–IP66
- พื้นที่ฝังพื้น → IP67
- สระน้ำ น้ำพุ บ่อน้ำ → IP68
การเลือกค่า IP ที่เหมาะสม จะช่วยลดความเสียหายจากความชื้น น้ำ และฝุ่น ทำให้โคมไฟมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น และลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงในระยะยาว
เลือกโคมไฟภายนอกคุณภาพจาก W.L. Lighting
W.L. Lighting จำหน่ายโคมไฟสำหรับงานภายนอกหลากหลายประเภท พร้อมค่า IP ที่เหมาะกับการใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็น
ทีมงานพร้อมให้คำแนะนำในการเลือกค่า IP และเลือกโคมไฟให้เหมาะกับพื้นที่ของคุณ เพื่อให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ค่า IP สูงกว่า ดีกว่าเสมอหรือไม่?
- ไม่เสมอไป ควรเลือกให้เหมาะกับลักษณะการใช้งาน เพราะค่า IP ที่สูงขึ้นมักมีต้นทุนสูงขึ้น หากติดตั้งในพื้นที่แห้งหรือมีหลังคา ค่า IP44 หรือ IP54 ก็อาจเพียงพอ
IP65 กันฝนได้ไหม?
- ได้ IP65 สามารถป้องกันฝุ่นได้สมบูรณ์ และป้องกันน้ำฉีดจากทุกทิศทาง จึงเหมาะกับโคมไฟภายนอกที่ต้องเจอฝนทั่วไป
IP66 กับ IP65 ต่างกันอย่างไร?
- ทั้งสองระดับกันฝุ่นได้ 100% แต่ IP66 ทนต่อน้ำฉีดแรงได้มากกว่า IP65 จึงเหมาะกับพื้นที่ที่มีฝนหนัก หรือมีการล้างทำความสะอาดด้วยสายฉีดน้ำแรงดันสูง
IP67 ใช้ใต้น้ำได้หรือไม่?
- IP67 รองรับการแช่น้ำได้ชั่วคราวเท่านั้น ไม่เหมาะสำหรับการใช้งานใต้น้ำอย่างต่อเนื่อง
IP68 คืออะไร และเหมาะกับงานแบบไหน?
- IP68 เป็นระดับการป้องกันที่สามารถใช้งานใต้น้ำได้ต่อเนื่อง (ตามเงื่อนไขของผู้ผลิต) จึงเหมาะกับโคมไฟสำหรับสระน้ำ น้ำพุ และบ่อน้ำ
สรุปการเลือกค่า IP ของโคมไฟ
สรุปแล้ว การดู ค่า IP ของโคมไฟ คือ ด่านแรก ที่ช่วยให้ คุณไม่ต้อง เปลี่ยนโคมใหม่ ภายในปีเดียว จุดที่มี หลังคาคลุม ใช้ IP54 ขึ้นไปได้ ส่วนจุดที่ โดนฝนโดยตรง ควรดู ค่า IP ของโคมไฟ ให้ถึง IP65 เป็นอย่างน้อย และถ้าเป็น งานใต้น้ำ ต้องเลือก IP68 เท่านั้น อย่าลืมว่า ค่า IP ของโคมไฟ ที่สูงเกินจำเป็น ก็ทำให้ ราคาสูงขึ้น โดยไม่ได้ ประโยชน์เพิ่ม ดังนั้น ควรเลือก ค่า IP ของโคมไฟ ให้พอดี กับหน้างานจริง มากที่สุด หากไม่แน่ใจ ส่งรูปหน้างาน มาปรึกษาได้ที่ไลน์ @wllighting หรือโทร 094-782-8882
อ้างอิงเพิ่มเติม: มาตรฐาน IP Code