การออกแบบแสงสว่างเพื่อให้เหมาะสมแต่ละพื้นที่​

เนื่องด้วยแสงถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตที่จะช่วยมอบแสงสว่าง ทำให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้ง โทนของแสงยังสามารถสร้างบรรยากาศที่ดีในสถานที่ที่แตกต่างกันออกไปได้อีกด้วย ทั้งนี้ แสงที่ดีต้องไม่ใช่เพียงแสงที่ให้ความสว่างเท่านั้น แต่จะต้องทำให้ผู้ใช้งานเกิดความสบายตาและสามารถมองเห็นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพด้วย ด้วยเหตุนี้ การออกแบบระบบแสงสว่าง (Lighting Design) จึงมีมาเพื่อออกแบบแสงสว่างในแต่ละพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

การออกแบบระบบแสงสว่างสำคัญต่อการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและมีคุณภาพสำหรับทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน สำนักงาน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่งพื้นที่กลางแจ้ง เช่น สวนสาธารณะหรือถนนในเมือง ระบบแสงสว่างที่ดีจะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งานหรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่นั้น ทั้งยังมีผลต่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการออกแบบระบบแสงสว่างจึงเป็นเรื่องสำคัญใกล้ตัวที่คุณควรรู้

การออกแบบระบบแสงสว่างภายในอาคาร

การออกแบบระบบแสงสว่างภายในอาคาร คือ การเน้นให้แสงสว่างที่เหมาะสมและปรับได้ในทุกพื้นที่ของอาคาร ไม่ว่าจะเป็นอาคารที่อยู่อาศัย อาคารสํานักงาน อาคารพาณิชย์ หรืออาคารอุตสาหกรรม เพื่อให้มีแสงที่เพียงพอเหมาะสมสำหรับแต่ละห้อง และเพื่อให้การทำงานหรือการทำกิจกรรมในอาคารนั้นๆ สะดวกสบายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น การให้แสงสว่างสำหรับการทำงานในห้องประชุมหรือการให้แสงสว่างอันอบอุ่นในห้องพัก​

การออกแบบแสงสว่างภายในบ้านแบ่งเป็นชั้นแสง

การออกแบบระบบแสงสว่างภายนอกอาคาร

การออกแบบระบบแสงสว่างภายนอกอาคาร คือ การให้แสงสว่างที่สอดคล้องและเป็นไปตามสภาพแวดล้อมภายนอก โดยจะเน้นไปที่การประดับประดาหรือการสร้างจุดเด่นแก่สถาปัตยกรรมของอาคาร เช่น การใช้แสงสว่างเพื่อเชิดชูลักษณะเด่นของการออกแบบอาคารในยามค่ำคืน หรือการใช้แสงสว่างเพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลายให้แก่พื้นที่สวนหน้าบ้าน ​

ตัวอย่างการออกแบบแสงสว่างในพื้นที่ทำงาน

การออกแบบระบบแสงสว่างที่ดีต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจในพื้นที่และสภาพแวดล้อมที่จะส่งผลต่อแสงสว่างอย่างเป็นระบบ ซึ่งระบบส่องสว่างสามารถแบ่งออกได้ 2 ระบบ ดังนี้

ระบบการให้แสงหลัก (Primary Lighting System)
สำหรับระบบการให้แสงสว่างหลัก เรียกได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบแสงสว่างเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นการออกแบบระบบสำหรับการใช้งาน โดยแสงหลักเหล่านี้จะทำหน้าที่ให้ความส่องสว่าง จึงต้องมีการออกแบบให้เพียงพอต่อมาตรฐานการใช้งานในแต่ละพื้นที่ ซึ่งการออกแบบแสงหลักก็สามารถแบ่งเป็นระบบย่อย ๆ ได้ ดังนี้

  • แสงสว่างเฉพาะที่และทั่วไป (Local Lighting + General Lighting): การให้แสงสว่างแบบผสมผสานระหว่างแบบทั่วไป และเฉพาะที่ ซึ่งการให้แสงสว่างแบบนี้จะเหมาะกับงานที่ต้องการได้ความส่องสว่างสูง อย่างไรก็ตามจะต้องยอมรับถึงกำลังไฟฟ้าที่ใช้ และค่าไฟที่จะตามมาเช่นกัน
  • แสงสว่างทั่วไป (General Lighting): การออกแบบให้แสงสามารถกระจายได้ทั่วบริเวณ เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ไม่ต้องการใช้แสงสว่างมากเกินไป หรือต้องการเน้นการประหยัดพลังงานเป็นหลัก 
  • แสงสว่างเฉพาะที่ (Localized Lighting): การออกแบบที่ให้แสงสว่างเฉพาะพื้นที่ หรือเป็นพื้นที่ที่ต้องการใช้งานเท่านั้น ในภาพรวมจึงไม่มีแสงสว่างที่สม่ำเสมอกันเหมือนแบบแรก แต่ก็ยังคงช่วยเรื่องการประหยัดพลังงานได้เช่นกัน

ระบบการให้แสงรอง (Secondary Lighting System)

ในส่วนของระบบการให้แสงรองก็เหมือนกับการใช้เป็นออฟชั่นเสริม ตอบสนองจุดประสงค์การออกแบบแสงเพื่อความสวยงาม ซึ่งระบบแสงรองจะช่วยให้แสงที่ได้ ดึงดูดสายตาและอารมณ์

สำหรับระบบการให้แสงรองสามารถแบ่งเป็นระบบย่อยได้ ดังนี้

  • แสงสว่างแบบส่องเน้น (Accent Lighting): เป็นการออกแบบแสงให้ส่องเน้นเฉพาะจุดใดจุดหนึ่ง หรือใช้กับการส่องเน้นที่วัตถุ เพื่อดึงดูดสายตาให้เกิดความน่าสนใจ ส่วนมากจะใช้ไฟแบบสปอตไลท์ในการออกแบบแสงสว่างส่องเน้น
  • แสงสว่างแบบเอฟเฟค (Effect Lighting): การออกแบบแสงสว่างให้เกิดบรรยากาศที่น่าสนใจ มักจะเจอได้ในรูปแบบของการส่องไฟไปที่กำแพง หรือพื้น เพื่อสร้างรูปแบบต่าง ๆ จากแสงให้เกิดความสวยงาม
  • แสงสว่างตกแต่ง (Decorative Lighting): นับว่าเป็นการออกแบบแสงที่พบเห็นได้บ่อย ๆ โดยจะเน้นไปทางความสวยงามของหลอดหรือโคมไฟ และใช้สำหรับตกแต่งเพื่อให้เป็นที่สนใจ
  • แสงสว่างงานสถาปัตย์ (Architectural Lighting): การออกแบบแสงให้สัมพันธ์กับงานสถาปัตยกรรม เกิดลูกเล่น ความสวยงาม สร้างอารมณ์จากแสงและเงา
การจัดแสงสว่างให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่

สิ่งที่ควรคำนึงระหว่างการออกแบบแสงสว่าง

Lighting Design เป็นโซลูชันที่สามารถส่งผลต่อความพึงพอใจ ทัศนวิสัย และบรรยากาศของสถานที่ ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้มีสิ่งต่าง ๆ มากมายที่ต้องคำนึงในการออกแบบแสงสว่าง เพื่อให้ได้แสงที่สมบูรณ์และเหมาะสมกับสถานที่มากที่สุด โดยสิ่งที่ควรจะต้องคำนึงหลัก ๆ ดังนี้

  • ความสวยงาม VS การประหยัดไฟการออกแบบแสงสว่างมีจุดประสงค์หลัก ๆ คือการใช้งานที่เหมาะสม แต่เรื่องของความสวยงามและการประหยัดพลังงานก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ผู้ออกแบบให้ความสำคัญ ซึ่งเราอาจจะเห็นได้ว่าการวางแผนแสงในแต่ละพื้นที่มีความสวยงามและบรรยากาศที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจเกิดจาการใช้กำลังไฟ และจำนวนแสงสว่างที่ไม่เท่ากันหากใครต้องการความสวยงาม สามารถออกแบบโดยการเน้นใช้แสงไฟไปทั่วบริเวณ แต่อาจต้องยอมแลกกับค่าไฟที่เพิ่มสูงขึ้น แต่หากคุณต้องการเน้นเรื่องประหยัดพลังงานเป็นหลัก จำนวนแสงสว่างที่ใช้อาจต้องลดลง และต้องยอมสละในเรื่องของความสวยงามทิ้งไป
  • การเลือกแสงของหลอดไฟให้เหมาะกับสถานที่เพราะแสงจากหลอดไฟมีความเหมาะสมกับการใช้งานที่แตกต่างกัน ทั้งเรื่องสีที่ให้ อุณหภูมิแสง ตลอดจนความสามารถในการให้แสงสว่าง ดังนั้น คุณจะต้องรู้ว่าการจัดแสงในครั้งนี้ คุณคาดหวังกับอะไร ต้องการเน้นการใช้งานแบบไหน หรือต้องการความสวยงามอย่างไร เพื่อให้คุณสามารถเลือกหลอดไฟที่จะใช้กับสถานที่ได้อย่างเหมาะสม
  • รูปแบบของหลอดและโคมไฟสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากในการออกแบบไฟ นั่นก็คือรูปแบบของหลอดและโคมไฟ ที่จะต้องคำนึงถึงอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีผลกับภาพรวมหลังจากการติดตั้งแสงสว่าง อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับการใช้งานในระยะยาว ว่าจะทนทานมากน้อยแค่ไหน ดังนั้น จะต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน ทั้งในเรื่องของคุณภาพ ราคา และคุณสมบัติในการใช้งาน เพื่อให้ตอบสนองการใช้งานได้ที่ทนทาน และง่ายต่อการบำรุงรักษา

หากต้องการปรึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับโคมไฟและแสงสว่างสำหรับทั้งภายในและภายนอก สามารถติดต่อ W.L. Lighting โดยช่องทางต่างๆ
Line@ : @wllighting หรือ โทร 094-782-8882 (อานพ), 094-596-9445 (อัญชนิดา)

หลักพื้นฐานของการวางแผนแสง

หัวใจของ การจัดแสง คือ การแบ่งแสง ออกเป็นชั้น ๆ ตามหน้าที่ ไม่ใช่ การติดโคมไฟ ให้มากที่สุด โดยทั่วไป แบ่งได้เป็น 3 ชั้น ที่ต้องมี ครบกัน

  • แสงทั่วไป (Ambient Light) ให้ความสว่าง พื้นฐาน ทั้งห้อง มักใช้ ดาวน์ไลท์ หรือ โคมไฟติดเพดาน
  • แสงเฉพาะจุด (Task Light) สำหรับ กิจกรรมที่ ต้องใช้สายตา เช่น โต๊ะทำงาน เคาน์เตอร์ครัว หรือ โต๊ะอ่านหนังสือ
  • แสงเน้น (Accent Light) ใช้ขับ จุดเด่น เช่น ภาพวาด ผนังหิน หรือ ต้นไม้ ช่วยสร้าง มิติให้ พื้นที่

ค่าความสว่างที่แนะนำในแต่ละพื้นที่

พื้นที่ค่าความสว่างแนะนำ (ลักซ์)อุณหภูมิสีที่เหมาะ
ห้องนอน100 ถึง 1502700K ถึง 3000K
ห้องนั่งเล่น150 ถึง 3003000K
ห้องครัว300 ถึง 5004000K
โต๊ะทำงาน5004000K
ทางเดินภายนอก30 ถึง 753000K
ลานจอดรถ75 ถึง 1504000K ถึง 6500K
ตารางค่าความสว่างที่แนะนำสำหรับการออกแบบไฟแต่ละพื้นที่

อยากคำนวณ ให้แม่นยำขึ้น อ่านวิธีคิดได้ที่ วิธีคำนวณความสว่าง Lux ให้เหมาะกับพื้นที่ในบ้าน และ วิธีเลือกกำลังวัตต์และลูเมนของโคมไฟ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการออกแบบแสง

  • ใช้แสงชั้นเดียว คือ มีแต่ไฟเพดาน ทำให้ ห้องดูแบน ไม่มีมิติ
  • เลือกอุณหภูมิสีปนกัน ในห้องเดียว ทำให้ ภาพรวม ดูไม่เรียบร้อย อ่านต่อที่ ค่า CCT คืออะไร
  • ลืมคิดเรื่องแสงสะท้อน พื้นมันวาว หรือ กระจก จะสะท้อนแสง เข้าตา ได้ง่าย
  • ไม่วางแผนสวิตช์ ทำให้ ต้องเปิดไฟ ทั้งห้อง ทั้งที่ ต้องการแค่ บางจุด
  • มองข้ามพื้นที่ภายนอก ทั้งที่ แสงนอกบ้าน ช่วยเรื่อง ความปลอดภัย ได้มาก อ่านต่อที่ เช็กลิสต์ 6 ประเภทโคมไฟภายนอก

ให้ทีมงานช่วยออกแบบแสงสว่างให้คุณ

W.L. Lighting มีสินค้าครบ ทั้ง โคมไฟภายใน และ โคมไฟภายนอก รวมถึง ระบบแมกเนติกแทรคไลท์ ไฟเส้นและรางอะลูมิเนียม และ สปอตไลท์ หากต้องการ ให้ช่วยวางแผน แสงสว่าง ส่งแปลนพื้นที่ มาได้ที่ไลน์ @wllighting หรือโทร 094-782-8882

อ้างอิงเพิ่มเติม: การออกแบบแสงสว่างเชิงสถาปัตยกรรม

Leave a Reply